Friday, September 26, 2025

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) (11 มกราคม พ.ศ. 2319 – 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392) อัครมหาเสนาบดีสมุหนายก และแม่ทัพใหญ่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นสกุล "สิงหเสนี" "บดินทรเดชา" เป็นราชทินนามพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ทั้งนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ต่อมาทางสมาชิกสกุลสิงหเสนี ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเชิญไปไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่แผ่นดิน

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 และมีการพระราชทานนามสกุลให้แก่พระราชวงศ์ ขุนนาง บุคคลต่าง ๆ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล "สิงหเสนี" เป็นลำดับที่ 7 ในสมุดทะเบียนนามสกุลพระราชทาน เพื่อเป็นเกียรติยศแก่บรรดาบุตรหลานผู้สืบสกุลจากเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

ในเอกสารภาษาเขมร ออกนามเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ว่า "เจ้าคุณบดินทร์"(เขมรចៅ ឃុន បឌិន) ส่วนในภาษาเวียดนามเรียกเป็น 2 อย่าง คือ Sửu Pha Họa Di (chữ Hán: 醜頗禍移) จากบรรดาศักดิ์พระยา/เจ้าพระยาราชสุภาวดี และ Phi nhã Chất tri (chữ Hán: 丕雅質知) ซึ่งมาจากการออกนามตามธรรมเนียมในท้องตราพระราชสีห์ตามฐานะสมุหนายกว่า เจ้าพระยาจักรีศรีองค์รักษ์

ประวัติ

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เดิมชื่อว่า สิงห์ เป็นบุตรคนที่ 4 ของเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) กับท่านผู้หญิงฟัก เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2318 เทียบกับปฏิทินปัจจุบันตรงกับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2319 ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถานที่เกิดอยู่บริเวณเชิงสะพานช้างโรงสีหน้ากระทรวงมหาดไทยในเขตพระนครทุกวันนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สืบเชื้อสายมาจากพราหมณ์ศิริวัฒนาพราหมณ์ปุโรหิตในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นเหลนของพราหมณ์ศิริวัฒนา เจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) บิดาของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเป็นสมุหพระกลาโหมในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยาบดินทรเดชามีพี่น้องรวมกันทั้งหมดเก้าคน มีพี่สาวคือเจ้าจอมปริกในรัชกาลที่ 1 และเจ้าจอมปรางในรัชกาลที่ 2

เมื่อเจริญวัยขึ้น ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 เจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) ผู้เป็นบิดาได้นำตัวนายสิงห์เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรในตำแหน่ง จมื่นเสมอใจราช ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เลื่อนเป็น จมื่นศรีบริรักษ์ เป็นปลัดกรมพระตำรวจนอกขวาในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ใน พ.ศ. 2352 จมื่นศรีบริรักษ์โดยเสด็จกรมพระราชวังบวรฯ ไปในการศึกพม่าตีเมืองถลางเป็นปลัดรองนายเรือลาดตระเวณ หลังจากศึกสิ้นสุดลงจมื่นศรีบริรักษ์ได้เลื่อนขึ้นเป็น พระพรหมสุรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ขวาในกรมพระราชวังบวรฯ และหลังจากศึกที่อาณาจักรเขมรอุดงใน พ.ศ. 2354 ได้เลื่อนขึ้นเป็น พระราชโยธา เจ้ากรมมหาดไทยของฝ่ายกรมพระราชบวรฯ และต่อมาได้เลื่อนเป็น พระยาเกษตรรักษา เป็นเกษตราธิบดีในกรมพระราชวังบวรฯ

ใน พ.ศ. 2359 เจ้าเมืองน่านคล้องช้างเผือกมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงเสด็จออกไปรับช้างเผือก พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) ออกรับเสด็จด้วยแต่เนื่องจากหมอกลงจัดทำให้พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) แล่นเรือตัดหน้าฉานขบวนเรือพระที่นั่งขบวนหลังต้องโทษกบฏ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงให้จำคุกพระยาเกษตรรักษา (สิงห์) ไว้เป็นเวลาสี่เดือนจนกระทั่งกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงช่วยทูลขอให้ไว้ชีวิตพระยาเกษตรรักษา พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) จึงได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษออกมาและใน พ.ศ. 2360 กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ทิวงคต พระยาเกษตรรักษา (สิงห์) จึงดำรงฐานะเป็น "พระยาเกษตรรักษานอกราชการ" ใน พ.ศ. 2362 พระยาเกษตรรักษานอกราชการ (สิงห์) บูรณะวัดสามปลื้ม ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับนิวาสถานของพระยาเกษตรรักษา ที่ตั้งอยู่ริมคลองโอ่งอ่าง บริเวณเวิ้งนาครเขษม ในเขตสัมพันธวงศ์

พระยาเกษตรรักษานอกราชการได้ช่วยราชการในกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ในการต่อเรือค้าขายและการศาลต่าง ๆ ต่อมาเมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาเกษตรรักษานอกราชการ (สิงห์) จึงได้เข้ารับราชการอีกครั้งในตำแหน่ง พระยาราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดี พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ได้ถวายวัดสามปลื้มขึ้นเป็นพระอารามหลวงใน พ.ศ. 2368 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯพระราชทานนามวัดใหม่ว่าวัดจักรวรรดิราชาวาส

ศึกเจ้าอนุวงศ์

ใน พ.ศ. 2369 กบฏเจ้าอนุวงศ์ พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ขณะนั้นอายุห้าสิบเอ็ดปีได้รับโปรดเกล้าฯให้ยกทัพไปทางอีสานใต้ลาวใต้จำปาศักดิ์ หลังจากที่ตีทัพของเจ้าโถง (หลานของเจ้าอนุวงศ์) ที่เมืองพิมายแตกแล้วจึงยกทัพต่อไปตีค่ายเวียงคุกที่เมืองยโสธรแตก เจ้าราชบุตร (โย้) โอรสของเจ้าอนุวงศ์และเป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ยกทัพมาตั้งมั่นที่เมืองอุบล พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ยกทัพจากยโสธรเข้าโจมตีเมืองอุบล ชาวลาวเมืองอุบลลุกฮือขึ้นขับไล่เจ้าราชบุตรออกจากเมือง เจ้าราชบุตรหลบหนีกลับไปยังเมืองจำปาศักดิ์แต่ไม่สามารถเข้าเมืองได้เนื่องจากความวุ่นวายในเมือง พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) จึงสามารถเข้ายึดเมืองจำปาศักดิ์และจับกุมตัวเจ้าราชบุตรได้ได้

ในระหว่างการศึกเจ้าอนุวงศ์นั้นเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) สมุหนายกซึ่งนำทัพในการศึกครั้งนี้ด้วยนั้นล้มป่วงลงจนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2370 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพมีพระบัณฑูรให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) จัดการบ้านเมืองลาวอยู่ที่เวียงจันทน์ เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพยกทัพเสด็จกลับกรุงเทพมหานครแล้วจึงกราบทูลความดีความชอบให้แก่พระยาราชสุภาวดี (สิงห์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯจึงมีตราให้เลื่อนเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ขึ้นเป็น เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่สมุหนายก เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) นำตัวเจ้าราชบุตร (โย้) พร้อมทั้งอัญเชิญพระบางจากเวียงจันทน์มายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงขัดเคืองเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ที่มิได้ทำลายเมืองเวียงจันทน์ลงให้ราบคาบ แล้วจึงทรงให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ไปทำลายเมืองเวียงจันทน์ลงอย่างสิ้นเชิง ในปี พ.ศ. 2371

เจ้าอนุวงศ์ซึ่งได้หลบหนีไปยังเวียดนามราชวงศ์เหงียนได้กลับมายังเมืองเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2371 พร้อมคณะทูตของพระจักรพรรดิมิญหมั่ง เจ้าอนุวงศ์เข้าลอบสังหารกองกำลังฝ่ายไทยและเข้าครองเมืองเวียงจันทน์อีกครั้ง เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ซึ่งยกทัพมาตั้งมั่นที่เมืองพันพร้าว (ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย) จึงล่าถอยไปทางใต้ไปยังยโสธร เจ้าอนุวงศ์จึงส่งโอรสเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) ยกทัพลาวจากเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงลงมาทางใต้เพื่อตามทัพของเจ้าพระยาราชสุภาวดี เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ได้ยกทัพขึ้นมาตั้งรับที่ค่ายบกหวาน (ตำบลบกหวาน อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย) เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้ต่อสู้ตัวต่อตัวกับเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) เจ้าพระยาราชสุภาวดีตกจากม้าล้มลง เจ้าราชวงศ์ใช้หอกแทกถูกเฉียดตัวเจ้าพระยาราชสุภาวดีเป็นแผลถลอก เจ้าราชวงศ์จะให้ดาบฟันซ้ำหลวงพิพิธน้องชายของเจ้าพระยาราชสุภาวดีเข้ารับแทนทำให้หลวงพิพิธถูกฟันเสียชีวิต เจ้าพระยาราชสุภาวดีอาศัยจังหวะใช้มีดแทงที่ต้นขาของเจ้าราชวงศ์ประกอบกับฝ่ายไทยยิงปืนถูกเข่าของเจ้าราชวงศ์ล้มลงเสียโลหิตมาก ฝ่ายลาวจึงนำเจ้าราชวงศ์ขึ้นแคร่หามหนีไป เจ้าพระยาราชสุภาวดีแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บยังคงติดตามเจ้าราชวงศ์ไปแต่ไม่สำเร็จ

หลังจากชัยชนะของเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์) ที่บกหวานทำให้เจ้าอนุวงศ์หลบหนีออกจากเวียงจันทน์อีกครั้งไปยังเมืองพวนอาณาจักรเชียงขวาง เจ้าพระยาราชสุภาวดียกทัพกลับไปพันพร้าวอีกครั้งและเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ได้เผาทำลายเมืองเวียงจันทน์ลงอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายพระจักรพรรดิมิญหมั่งส่งทูตมาอีกครั้งแต่เจ้าพระยาราชสุภาวดีไม่ไว้วางใจฝ่ายเวียดนามจึงออกอุบายให้จัดงานเลี้ยงให่แก่คณะทูตเวียดนามและสังหารคณะทูตเวียดนามเกือบหมดสิ้น เจ้าน้อยเมืองพวน ได้จับกุมตัวเจ้าอนุวงศ์ส่งมาให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีได้สำเร็จ หลังจากเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงแต่งตั้งเจ้าพระยาราชสุภาวดีขึ้นเป็น เจ้าพระยาบดินทรเดชา อัครมหาเสนาบดีสมุหนายกใน พ.ศ. 2373 เวลานั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาอายุห้าสิบสามปี

อานามสยามยุทธ

ใน พ.ศ. 2376 เกิดกบฏขึ้นที่เมืองไซง่อน เมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาอายุห้าสิบแปดปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพจำนวน 40,000[  ยกไปตีเมืองไซ่ง่อนโดยร่วมกับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ซึ่งนำทัพเรือ และพระยานครราชสีมา (ทองอิน) ผู้เป็นน้องเขย (ท่านผู้หญิงบุนนาคน้องสาวของเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯสมรสกับพระยานครราชสีมา) เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) และเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ตั้งมั่นที่เมืองโจฎกหรือเจิวด๊ก (เวียดนาม: Châu Đốc จังหวัดอานซาง) ของเวียดนาม ทัพเรือสยามล่องเรือไปตามแม่น้ำบาสักพบกับทัพเรือฝ่ายญวนที่คลอมหวั่มนาว (Vàm Nao) ฝ่ายญวนสามารถต้านทานทัพฝ่ายสยามได้เจ้าพระยาบดินทรเดชาและเจ้าพระยาพระคลังต้องล่าถอยกลับไปยังเมืองโจฏก ฝ่ายญวนยกทัพตามมาตีเมืองโจฎกทำให้เจ้าพระยาบดิทรเดชาฯตัดสินใจถอยทัพไปทางอาณาจักรเขมรตั้งอยู่ที่เมืองพระตะบอง มอบหมายให้นักองค์อิ่มรักษาเมืองพระตะบองแล้วจึงกลับเข้ากรุงเทพฯ

ใน พ.ศ. 2379 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ได้รับโปรดเกล้าฯเดินทางไปสำรวจทำบัญชีกำลังพลในหัวเมืองเขมรป่าดง ระหว่างทางผ่านเมืองพระตะบองจึงบูรณะปรับปรุงสร้างกำแพงเมืองพระตะบองขึ้นใหม่ เจ้าพระยาบดินทรเดชาเดินทางถึงเมืองขุขันธ์ใน พ.ศ. 2380 ทำบัญชีกำลังพลและสร้างป้อมเมืองพระตะบองเสร็จสิ้นแล้วจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ

หลังจากที่สมเด็จพระอุทัยราชาแห่งกัมพูชาสวรรคตแล้ว พระจักรพรรดิมิญหมั่งจึงตั้งนักองค์มีขึ้นครองกัมพูชาแทน นักองค์อิ่มเห็นเป็นโอกาสจึงกวาดต้อนผู้คนเมืองพระตะบองไปเข้ากับฝ่ายเวียดนามที่เมืองพนมเปญใน พ.ศ. 2382 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) จึงออกไปรักษาเมืองพระตะบองอีกครั้ง ในปีนั้นชาวกัมพูชาลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของฝ่ายเวียดนาม เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงยกทัพเข้าโจมตีเมืองโพธิสัตว์พร้อมกับเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน) "องเดดก"แม่ทัพเวียดนามสามารถป้องกันเมืองโพธิสัตว์ได้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) เจรจากับองเดดกแม่ทัพฝ่ายเวียดนาม องเดดกยินยอมถอยกำลังออกจากเมืองโพธิสัตว์ ทำให้ฝ่ายเวียดนามล่าถอยไปอยู่ที่เมืองโจฎก เจ้าพระยาบดินทรเดชาตั้งอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์และส่งนักองค์ด้วงไปตั้งมั่นที่เมืองอุดงมีชัย จักรพรรดิเถี่ยวจิส่งเหงียนวันเจือง (เวียดนาม: Nguyễn Văn Chương) ยกทัพจากโจฎกเข้ายึดพนมเปญได้ เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯจึงยกทัพจากโพธิสัตว์ไปยังเมืองอุดงเพื่อช่วยเหลือนักองค์ด้วง หลังจากที่องตาเตียงกุนยึดเมืองพนมเปญได้แล้วจึงยกมาที่เมืองอุดงต่อ เจ้าพระยาบดินทรเดชานำทัพเข้าซุ่มโจมตีทัพเวียดนามแตกพ่ายแพ้กลับไป

สงครามอานามสยามยุทธระหว่างสยามและเวียดนามซึ่งกินเวลายืดเยื้อกว่าสิบปีไม่มีข้อสรุป นำไปสู่การเจรจาระหว่างฝ่ายสยามและเวียดนาม เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ บูรณะวัดพระพุทธโฆสาจารย์ที่เมืองพนมเปญใน พ.ศ. 2389 เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯอยู่จัดการเรื่องอาณาจักรเขมรอยู่ที่เมืองอุดงจนถึง พ.ศ. 2390 เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ เป็นผู้แทนพระองค์นำเครื่องอิสริยยศและสุพรรณบัฏแต่งตั้งนักองค์ด้วง ขึ้นเป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี กษัตริย์แห่งกัมพูชาใน พ.ศ. 2390

ปราบจีนตั้วเหี่ย

หลังจากราชาภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชาแล้วเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ จึงเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ มาถึงเมืองฉะเชิงเทราใน พ.ศ. 2391 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) นำทัพเข้าปราบจีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทรา หลังจากปราบจีนตั้วเหี่ยได้สำเร็จแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ จึงเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ พร้อมกับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ขณะนั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯมีอายุเจ็ดสิบสองปี

หลังจากที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) กลับมาพำนักอยู่ที่กรุงเทพมหานครได้หนึ่งปี เกิดอหิวาตกโรคระบาดมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียมาถึงกรุงเทพฯ ในเดือนห้า พ.ศ. 2392 วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ก็ถึงแก่อสัญกรรมที่นิวาสสถานบริเวณริมคลองโอ่งอ่างบริเวณเชิงสะพานหันกับบ้านดอกไม้ สิริอายุได้เจ็ดสิบสามปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศเมื่อเดือนหก พ.ศ. 2393

เมื่อพระหริรักษ์รามาธิบดีเจ้ากัมพูชาได้ทราบว่าเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระองค์ทรงระลึกถึงครั้งที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ได้ช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตรทั้งช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงดำรัสสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย แล้วให้พระภิกษุสุกชาวเขมร ช่างปั้นฝีมือเยี่ยมในยุคนั้นปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯ ขึ้นไว้เป็นอนุสาวรีย์ด้วยปูนเพชร และประกอบการกุศลมีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้งที่เก๋ง ชาวเขมรเรียกว่า "รูปองบดินทร" ตลอดมาจนบัดนี้ รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. 2392 

ปีพ.ศ. 2441 พระพุฒาจารย์ (มา) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาสให้คนไปวาดรูปปั้นองค์บดินทร์ที่เมืองอุดงมีชัยมาเป็นต้นแบบ แล้วให้นายเล็กช่างหล่อหล่อถอดแบบรูปปั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาฯขึ้นมาตั้งไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส



ที่มาวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

Wednesday, September 24, 2025

ขงเบ้ง เก่งสง ขวันต๋ง งักเย เตียวเหลียง

 

ขงเบ้ง เก่งสง ขวันต๋ง งักเย เตียวเหลียง

ประวัติของเหล่าวีรชนผู้เป็นต้นแบบของขงเบ้ง

     ในเรื่องสามก๊กขงเบ้งมักจะได้รับการยกย่องในเรื่องสติปัญญาความสามารถ ให้ทัดเทียมกับวีรชนในอดีตมากมายอาทิเช่น เก่งสง ขวัญต๋ง งักเย และเตียวเหลียง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นเอก ทางด้านบุ๋นและบู๊ ใครเป็นใครบ้างนั้น วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน

เก่งสง

     “เราว่าแต่เพียงนี้เป็นประมาณดอก  พิเคราะห์ดูสติปัญญาของขงเบ้งนั้นจะเปรียบได้ถึงเก่งสง ผู้เป็นที่ทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าจิ๋วบุนอ๋อง ซึ่งเสวยราชสมบัติสืบมาได้ถึงแปดร้อยปีนั้นอีก” คือคำยกย่องขงเบ้ง ที่สุมาเต๊กโชกล่าวไว้แก่เล่าปี่
     “เก่งสง”  (Lu Wang, Lu Shang) ชื่อนี้น้อยคนนักที่จะรู้จัก เพราะมีแต่ในหนังสือสามก๊กภาษาไทยเท่านั้นที่เรียกเขาในชื่อนี้ ส่วนคนทั่วไปจะเรียกเขาว่า “เจียงไท่กง” “เจียงจื่อหยา” (Jiāng Zǐyá) หรือ “ไท่กงหวัง” (Tàigōng Wàng) ยอดขุนพลเฒ่า นักวางแผน ผู้เป็นเจ้าแห่งตำราพิชัยสงครามเล่มแรกในประวัติศาสตร์จีน
     เก่งสง เคยเป็นขุนนางในราชวงศ์ซาง แต่ทนความโหดร้ายในการปกครองของโจ้วอ๋อง ไม่ได้ จึงเร้นกายมาพำนักที่ชนบทห่างไกล ติดแม่น้ำเว่ยสุ่ย (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลส่านซี) เก่งสงมักจะออกไปตกปลาด้วยคันเบ็ดที่มีลักษณะประหลาดคือ คันตรง ขอตรง เคยมีคนถามเขาว่าเบ็ดแบบนี้จะตกอะไรได้ เก่งสงจึงบอกว่า เขาอยากได้ความตรง ไม่อยากได้ความงอ และเขาไม่ได้รอปลามาติดเบ็ด เขารอกษัตริย์มาติดเบ็ดต่างหาก

 เก่งสงตกปลาอยู่อย่างนั้นจนอายุได้ 80 ปี ขณะที่เก่งสงนั่งตกปลา จิ๋วบุนอ๋องซึ่งไปล่าสัตว์ ก็ได้มาเชิญเขาไปร่วมงานด้วย เพราะได้ยินกิตติศัพท์รวมทั้งเคยมีคำทำนายว่า จะได้พบเจอคนที่จะสามารถช่วยโค่นล้มทรราชที่นี่ จิ๋วบุนอ๋องได้ออกแรงโดยทรงลากรถให้เก่งสงนั่งลงจากเขา ได้ถึง 808 ก้าว เชือกจึงขาด เก่งสงจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะช่วยให้ตระกูลของท่านครองราชย์ 808 ปี นี่คือมติของสวรรค์ แล้วหลังจากนั้น เก่งสงก็ช่วยให้ จิ๋วบุนอ๋องโค่นล้มโจ้วอ๋อง และขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ
     นอกจากนี้เก่งสง ยังได้รับการยกย่องเป็นบิดาและเจ้าแห่งตำราพิชัยสงคราม เนื่องจากได้เขียนตำราพิชัยสงครามชื่อ “หกความลับแห่งยุทธศาสตร์” ซึ่งต่อมาได้ตกอยู่ในมือของ เตียวเหลียง ยอดกุนซือแห่งยุคอีกคนหนึ่ง

ขวันต๋ง

     “อันขงเบ้งมีสติปัญญาเป็นอันมาก เหมือนกับขวันต๋ง งักเยซึ่งได้ทำนุบำรุงแผ่นดินครั้งซุนสิวนั้น” เป็นคำยกยอขงเบ้งจากสุมาเต๊กโช เมื่อครั้งได้ทราบว่าชีซีแนะนำให้เล่าปี่ไปเชิญขงเบ้งมาเป็นที่ปรึกษา

     “ขวันต๋ง” หรือ “ก่วนจง” (Guan Zhong) คือยอดนักปกครอง นักบริหารที่ทำให้รัฐฉีกลายเป็นมหาอำนาจ โดยไม่ต้องทำสงครามขยายดินแดน และทำให้ ฉีหวนกง กลายเป็นมหาราชของยุคนั้น ซึ่ง ขงจื้อ ได้กล่าวยกย่องแนวทางของ ขวันต๋ง เอาไว้ว่า
     " ขวันต๋งเป็นนักปกครองอัจฉริยะ สร้างความผาสุกให้แก่ราชอาณาจักรจีน มาตรแม้นไม่มี ขวันต๋งเกิดมาแล้ว แผ่นดินจีนก็คงตกเป็นของพวกคนป่าคนดอย คนจีนในสมัยปัจจุบัน (สมัยขงจื้อ) คงมีความเป็นอยู่แบบคนฮวนไปแล้ว "

ขวันต๋ง ได้เขียนตำราการบริหาร การปกครองหลายฉบับ ซึ่งไม่เคยล้าสมัย แม้จะเขียนมานานกว่า 2,600 ปีแล้ว ดังเช่นในตำราสรรนิพนธ์ก่วนจื๊อ หรือสาส์นก่วนจือ ซึ่งขอยกตัวอย่างบทที่ว่าด้วยความดำรงอยู่ของรัฐมาดังนี้
  " รัฐย่อมอยู่ได้ด้วยปัจจัย 4 ประการ
     ถ้าขาดไปประการหนึ่ง รัฐจะขาดความสงบสุข
     ถ้าขาดไปสองประการ รัฐจะเผชิญภาวะวิกฤติ
     ถ้าขาดไปสามประการ รัฐจะเกิดจลาจล
     ถ้าขาดหมดสี่ประการ รัฐก็จะดับสูญไป
     ขาดความสงบสุข ก็ยังมีทางแก้ไข ในภาวะวิกฤติ ยังหาทางออกได้ เกิดจลาจล อาจกอบกู้สถานการณ์ให้คืนดีได้
     แต่ถ้ารัฐดับสูญแล้ว ไม่มีทางแก้ไขเยียวยาได้อีก แล้วปัจจัย 4 ที่กล่าวถึงคืออะไร ? ทั้ง 4 ประการ ได้แก่

จริยวัตรที่งดงาม 

ความประพฤติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม 

การอภิปรายอย่างตรงไปตรงมา 

ความรู้สึกสำนึกและละอายต่อบาป "

งักเย

     “แต่ก่อนข้าพเจ้าแจ้งว่าอาจารย์ฮกหลงอยู่ตำบลเขาโงลังกั๋ง เขาเลื่องลือว่ากอปรด้วยสติปัญญามาก เหมือนอาจารย์ขวันต๋งงักเย ยังจะจริงกระนั้นหรือ” เป็นคำกล่าวของเตียวเจียว เมื่อพบกับขงเบ้งเป็นครั้งแรก
     “งักเย” หรือ เล่ออี้ (Yue Yi) เป็นชาวแคว้นเว่ย เมื่อครั้งที่ เอี้ยนเจาหวาง ประกาศหาตัวผู้มีความสามารถนั้น งักเย คือหนึ่งในผู้ที่มาเข้าด้วยกับแคว้นเอี้ยน และได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ซึ่งในขณะนั้นแคว้นเอี้ยนเป็นแคว้นเล็ก และถูกแคว้นฉี ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่รุกรานอยู่เป็นประจำ
     286 ปีก่อน ค.ศ. แคว้นฉีทำลายแคว้นซ่ง ทำให้แคว้นอื่น ๆต่างพากันหวาดหวั่นไปทั่ว ดังนั้นแคว้นฉินจึงริเริ่มความคิดให้แคว้น ฉิน, ฉู่, เว่ย, จ้าว, หาน และเอี้ยน ทั้งหมด 6 แคว้นรวมกำลังกันยกทัพไปโจมตีแคว้นฉี หลังจากกองทัพพันธมิตร6ทัพตีทัพฉีพ่ายแล้ว ก็กลับขัดแย้งกันเอง จึงเหลือเพียงทัพเอี้ยน ที่บุกตีแคว้นฉีต่อไปภายใต้การนำของงักเย
     งักเย นำทัพเอี้ยนที่มีกำลังน้อยเข้าตีแคว้นฉี 5 ปี ตีเมืองแตกไป 70 กว่าเมือง แต่ภายหลังถูกอุบายของ เถียนตาน เชื้อพระวงศ์ฉี  ส่งสายลับไปยุให้ เอี้ยนเจาหวาง กับ งักเย แตกคอกัน งักเยจึงต้องหลบหนีไปยังแคว้นจ้าว ทัพฉีจึงชิงเอาเมืองกลับคืนมาได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามวีรกรรมของ งักเย ที่ตีเมืองได้ 70 กว่าเมืองนี้ ก็ยากที่จะหาใครเทียมได้

เตียวเหลียง

     “ถ้าได้คนนี้มาแล้วก็เหมือนพระเจ้าฮั่นโกโจได้เตียวเหลียงผู้มีปัญญามาไว้ เป็นที่ปรึกษา” เป็นคำรับประกันจากชีซี ที่กล่าวยกย่องขงเบ้ง ก่อนที่ชีซีจะไปอยู่กับโจโฉ
     “เตียวเหลียง” หรือ “จางเหลียง” (Zhang Liang) เป็นผู้ที่เคยอาจหาญลอบปลงพระชนม์ฉินซีฮ่องเต้แต่ไม่สำเร็จ เขาช่วยให้เล่าปังสามารถปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิ์แห่งราชวงศ์ฮั่น ว่ากันว่าเคล็ดลับของ เตียวเหลียง ก็คือ การได้รับสุดยอดตำราพิชัยสงครามของเก่งสง (ตำราพิชัยสงครามไท่กง,ไท่กงปิงฝ่า) จากชายชราคนหนึ่งนามว่า ผู้เฒ่าหินเหลือง
     เตียวเหลียงศึกษาพิชัยสงครามไท่กง ทุกวันจนแตกฉาน จนต่อมาเขาได้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของเล่าปัง ร่วมกันวางแผนโค่นล้มราชวงศ์ฉินลงได้สำเร็จ และนอกจากนี้เขายังช่วยให้เล่าปังสามารถรบชนะ ฌ้อปาอ๋อง ในสมัยสงครามฉู่-ฮั่นอีกด้วย
     ในบันทึกประวัติศาสตร์จีนของ ซือหม่าเชียน ได้เขียนยกย่อง เตียวเหลียงไว้ว่า “เมื่อ ถึงคราวที่พระเจ้าฮั่นโกโจเผชิญปัญหาหนักหนาถึงขนาดคอขาดบาดตาย เตียวเหลียงผู้นี้ก็มักจะเป็นคนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากเรื่องเหล่านั้น เสมอ” นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่าเตียวเหลียงเป็นชายหนุ่มหน้าสวย และมักถูกเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นสตรี

  ในหนังสือสามก๊กภาษาไทย สุมาเต๊กโช กล่าวยกย่องขงเบ้งต่อเล่าปี่ ไว้แต่เพียงว่า เปรียบดังเก่งสง แต่ในหนังสือสามก๊กฉบับภาษาอังกฤษ ได้เปรียบ ขงเบ้งไว้กับเตียวเหลียงด้วย ดังความว่า

     "One of them is Lu Wang, who laid the foundations of the Zhou Dynasty so firmly that it lasted eight hundred years; and the other Zhang Liang, who made the Han glorious for four centuries."

(ข้อมูลจากสามก๊กวิทยา)

 

 

เตียวเหลียง (ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก)

 

จางเหลียง หรือ เตียวเหลียง  ชื่อรอง จื่อฝาง (子房) เป็นนักยุทธศาสตร์ทางการทหารและขุนนางชาวจีน ที่มีชีวิตอยู่ในสมัย ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ตอนต้น เขายังเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งใน วีรบุรุษทั้งสามแห่งราชวงศ์ฮั่นตอนต้น (漢初三傑) ร่วมกับ หาน ซิ่น (韓信) และ เซียว เหอ (蕭何) จางเหลียงมีส่วนอย่างมากในการสถาปนาราชวงศ์ฮั่น ภายหลังเขาถึงแก่กรรม เขาได้รับเกียรติให้มียศหลังมรณกรรมเป็น เหวินเฉิงโหว โดย จักรพรรดิฮั่นเฉียนเฉ่า จางเหลียงปรากฏใน ตารางรายชื่อของวีรบุรุษผู้ไร้เทียมทาน โดย จิน กู่เหลียง

เชื่อกันว่า จางเหลียงได้รับคัมภีร์พิชัยสงครามที่ตกทอดมาจากเจียง ไท่กง หรือเจียง จื่อหยา ที่ปรึกษาและเสนาธิการคนสำคัญอีกคนหนึ่งในยุคราชวงศ์โจวตอนต้น และในประวัติศาสตร์จีน จึงทำให้จางเหลียงวางแผนไม่เคยผิดพลาด

ซือหม่า เชียน นักบันทึกประวัติศาสตร์ในยุคจีนโบราณได้บันทึกถึงจางเหลียงเอาไว้ว่า "เมื่อถึงคราวที่พระเจ้าฮั่นเกาจู่(ฮั่นโกโจ)เผชิญปัญหาหนักหนาถึงขนาดคอขาดบาดตาย จางเหลียงผู้นี้ก็มักจะเป็นคนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากเรื่องเหล่านั้นเสมอ"

นอกจากนี้แล้ว จางเหลียงยังได้รับการกล่าวขานอีกว่า เป็นบุรุษที่มีใบหน้าสวยราวกับอิสตรีคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ผู้คนมักจะเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นอิสตรี

ในวรรณกรรมสามก๊ก นอกจากขวันต๋งงักเย (เล่ออี้) และเจียงจื่อหยา แล้ว ความสามารถของขงเบ้งที่ทั้งชีซี ผู้เป็นสหาย และสุมาเต็กโช ผู้เป็นอาจารย์มักจะกล่าวเปรียบเปรยนั้น จางเหลียงก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มักถูกหยิบยกไปเทียบเคียงกับขงเบ้ง โดยระบุว่า "หนึ่งในนั้นคือเกงสง (เจียงจื่อหยา) ผู้วางฐานรากของราชวงศ์โจวอย่างแน่นหนาเป็นเวลาแปดร้อยปีและคนอื่น ๆ จางเหลียงที่ทำให้ราชวงศ์ฮั่นรุ่งโรจน์เป็นเวลาสี่ร้อยปี"

จางเหลียงถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 189 ปีก่อน ค.ศ. (พ.ศ. 354)

ข้อมูลจากวิกีเดีย

Sunday, December 27, 2020

เขาทราย แกแล็คซี่

เขาทราย แกแล็คซี่ มีชื่อจริงว่า สุระ แสนคำ เป็นอดีตนักมวยแชมป์โลกชาวไทย เป็นแชมป์โลกคนที่ 9 ของไทย และเป็นแชมป์โลกคนที่ 4 ของรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท (115 ปอนด์) ของ สมาคมมวยโลก (WBA) ทั้งนี้ ในช่วงที่เขาทรายครองตำแหน่งแชมป์โลกของ สมาคมมวยโลก (WBA) จะเรียกพิกัด 115 ปอนด์ว่า จูเนียร์แบนตั้มเวท เขาทรายครองตำแหน่งแชมป์โลกตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เขาทรายป้องกันตำแหน่งได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน มีสถิติป้องกันตำแหน่งโดยชนะน็อก 16 ครั้ง ชนะคะแนนเพียง 3 ครั้ง และได้ประกาศแขวนนวมในฐานะแชมป์โลกผู้ไม่เคยแพ้ใคร ตลอดระยะเวลาที่ครองตำแหน่ง 2,628 วัน หรือ 7 ปี 2 เดือน 30 วัน เป็นมวยถนัดซ้าย (Southpaw) ได้รับฉายาในไทยว่า ซ้ายทะลวงไส้ และสื่อต่างประเทศตั้งฉายาว่า The Thai Tyson นอกจากนี้แล้ว เขาทรายยังมีพี่ชายฝาแฝด ซึ่งเป็น อดีตแชมป์โลกเช่นเดียวกันคือ เขาค้อ แกแล็คซี่ อดีตแชมป์โลกรุ่นแบนตั้มเวท WBA โดยมีระยะเวลาที่เป็นแชมป์โลกคู่กัน ซึ่งทำให้นับเป็นแชมป์โลกคู่แฝดรายแรกของโลกอีกด้วย ในการที่เขาทรายสามารถป้องกันตำแหน่งได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน นับเป็นสถิติโลกสูงสุดในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทหรือจูเนียร์แบนตั้มเวท (115 ปอนด์) จนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2542 เขาทรายได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเข้าสู่หอเกียรติยศ International Boxing Hall of Fame ประเภท Modern จากการพิจารณาของ Boxing Writers Association of America (BWAA) และนักประวัติศาสตร์มวยโลก โดยได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศนักมวยโลก ณ เมืองคานาสโตตา รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2554 ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเข้าสู่หอเกียรติคุณ Hall of Fame ของ สมาคมมวยโลก (WBA) ในงานประกาศเกียรติยศ "ดับเบิลยูบีเอ อวอร์ดส์" และให้เป็นนักมวยที่สมาคมมวยโลกยกย่องให้เป็นแชมป์โลกตลอดกาลในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท ที่ กรุงปานามา ซิตี ประเทศปานามา นอกจากนี้ สื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ของวงการมวยสากลอาชีพของโลกได้ให้การยอมรับและยกย่อง "เขาทราย แกแล็คซี่" ว่าเป็นหนึ่งในตำนานนักมวยที่ยิ่งใหญ่ของโลก เขาทรายมีสถิติการชก 50 ครั้ง ชนะ 49 ครั้ง โดยชนะน็อกถึง 43 ครั้ง คิดเป็นสถิติชนะด้วยการน็อกเอาท์ถึง ร้อยละ 87.75 และเคยแพ้คะแนนเพียงครั้งเดียว การชนะน็อกถึง 43 ครั้ง ยังนับเป็นสถิติโลกสูงสุด ในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทหรือจูเนียร์แบนตั้มเวท จนถึงปัจจุบันอีกด้วย ข้อมูลจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ภาพจากผู้จัดการ

Friday, December 4, 2020

ยอดม้าอาชา ในเรื่อง สามก๊ก

เมื่อพูดถึงยอดม้าอาชา ในเรื่องสามก๊ก เรามักจะนึกถึงม้าเซ็กเธาว์ ที่เป็นม้าศึกประจำตัวของลิโป้ และเป็นที่มาของคำว่า "ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์" แต่จริงแล้วในเรื่องสามก๊กนั้นมีม้าเด่น ๆ อีกหลายตัว เพียงแต่ไร้นามเท่านั้น วันนี้สามก๊กวิทยา จึงขอนำเสนอเรื่องราวของยอดม้า ยอดอาชา ในเรื่องสามก๊ก โดยนำชื่อม้าและรูปภาพมาจากเกมส์ ROTK XI (Romance of the Three Kingdoms 11) ซึ่งเป็นเกมส์สามก๊กที่อิงประวัติศาสตร์และพอจะใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้บ้าง เราลองมาดูกันครับ 1. Red Hare : ม้าเซ็กเธาว์ (กระต่ายแดง) ม้าเซ็กเธาว์ เป็นยอดม้าที่วิ่งได้วันละหมื่นเส้น ขึ้นเขาแลข้ามน้ำก็เหมือนกับเดินที่ราบ ขนแดงดังถ่านเพลิงทั่วทั้งตัวมิได้มีสีใดแกม สูงสี่ศอกเศษ ลักษณะเป็นม้าศึก เข้มแข็งกล้าหาญ เดิมทีเป็นม้าของตั๋งโต๊ะ แต่มอบให้ลิโป้เพื่อซื้อตัว ต่อมาเมื่อลิโป้ถูกโจโฉประหาร โจโฉจึงมอบให้กวนอู เพื่อซื้อใจ 2. Hex Mark : ม้าเต๊กเลา ม้าเต๊กเลา ในหนังสือภาษาอังกฤษเรียก Dilu ไม่ใช่ Hex Mark อย่างในเกมส์ เต๊กเลาเป็นม้าต้องคำสาปที่เชื่อกันว่าจะนำโชคร้ายมาให้เจ้าของ มันมีฝีเท้ารวดเร็ว แต่ลักษณะร้ายคือ ที่ริมจักษุทั้งสองข้างนั้นเป็นร่องน้ำตา ที่ขวัญนั้นมีขนร้ายแซมอยู่ จึงนำโชคร้ายมาให้เจ้าของ มีชื่อเสียงรองจากเซ็กเธาว์เพราะพาเล่าปี่ เจ้าของที่เชื่อใจมัน ทะยานข้ามแม่น้ำตันเขกว้างสิบวา เอาชีวิตรอดจากชัวมอได้สำเร็จ โดยก่อนข้ามน้ำเล่าปี่ได้ร้องขึ้นว่า "วันนี้เต๊กเลามึงจะผลาญเจ้าของเสียแล้วหรือ" เป็นประโยคเด็ด 3. Shadow Runner : ม้าเงาทะยาน ม้าเงาทะยาน เป็นม้าสายพันธ์เปอร์เซียตัวโปรดของโจโฉ ที่เรียกเงาทะยานเพราะตอนที่มันวิ่งตะบึงอยู่ จะมองเงาของมันไม่ทันเห็น โจโฉได้ม้าตัวนี้ช่วยให้รอดจากการโจมตีของเตียวสิ้วที่เมืองอ้วนเซีย เพราะโจโฉหยามเกียรติได้นางเจ๋าซือ อาสะใภ้ของเตียวสิ้วเป็นภรรยา ส่วนสรรพคุณของเจ้าเงาทะยานนั้นในหนังสือสามก๊กบรรยายว่า "ม้าซึ่งโจโฉขี่นั้นมีกำลังเป็นอันมาก ถูกเกาทัณฑ์สามดอกมิได้ล้ม โจโฉขับม้าหนีไปถึงแม่น้ำหยกซุยแต่ผู้เดียว ทหารเตียวสิ้วจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงระดมไปถูกจักษุม้าล้มลงตาย" 4. Gray Lightning : ม้าเทาอัศนี ม้าเทาอัศนี เป็นม้าที่โจโฉใช้เมื่อครั้งโจโฉคิดกำเริบเอิบเอื้อมต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ โดยเชิญเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ โจโฉเลือกม้าที่สง่างามที่สุดตัวนี้ แล้วทำตัวเป็นเจ้าขี่ม้าเคียงม้าพระที่นั่ง แล้วขอพระแสงเกาทัณฑ์มายิงกวาง ทำทีเยี่ยงกษัตริย์ ซึ่งภาพเหตุการณ์นี้เป็นที่น่าสลดใจต่อผู้อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งนัก โดยเฉพาะกวนอูที่กำง้าวนิลนาคะไว้แน่น และกำลังจะควบม้าไปบั่นคอโจโฉ แต่เล่าปี่ห้ามไว้ก่อน ปล. ชื่อม้าเงาทะยาน และเทาอัศนี เป็นชื่อที่แปลตามภาษาอังกฤษ ที่มาเว็บสามก๊ก911ด็อทคอม

Wednesday, December 2, 2020

ม้าเต๊กเลาของเล่าปี่

เต๊กเลา (อังกฤษ: De Lao; จีน: 的盧) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก เต๊กเลาไม่ใช่ชื่อของม้า แต่เป็นลักษณะม้าอีกประเภทหนึ่งในสามก๊ก เต๊กเลาเป็นม้ามีขนสีขาวทั้งตัว จัดเป็นยอดอาชาไนยอีกตัว แต่จะให้โทษแก่เจ้าของ เนื่องจากมีร่องน้ำตาใต้ตา เต็กเลาเดิมเป็นม้าของเตียวบู หัวหน้ากบฏผู้หนึ่ง เมื่อเตียวบูถูกจูล่งฆ่าตาย ได้จูงเต๊กเลามาให้เล่าปี่ เล่าปี่เห็นเป็นม้าที่ดีจึงยกให้เล่าเปียว แต่เก๊งอวดที่ปรึกษาของเล่าเปียวเห็นว่ามีลักษณะให้โทษแก่เจ้าของจึงบอกโบ้ยคืนให้กับเล่าปี่ ม้าเต๊กเลา แม้เป็นม้าที่ให้โทษก็จริง แต่ก็เคยพาเล่าปี่กระโดดข้ามแม่น้ำตันเข หนีการตามล่าของชัวมอและเตียวอุ๋นจากเมืองเกงจิ๋ว ได้อย่างปาฏิหาริย์ จนกระทั่งได้พบกับสุมาเต๊กโช เมื่อลาจากสุมาเต๊กโชไปแล้ว เล่าปี่และจูล่งได้พบกับชีซีที่ปลอมชื่อปลอมตัวเป็นตันฮก ตันฮกแกล้งแหย่เพื่อลองใจเล่าปี่ว่า ม้าตัวนี้มีลักษณะให้โทษแก่เจ้าของ วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่ชอบใครก็ยกม้าตัวให้แก่ผู้นั้น แต่เล่าปี่ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ ตันฮกจึงได้รับรู้ถึงคุณธรรมของเล่าปี่อย่างแท้จริง และเล่าปี่ก็ไม่เคยเปลี่ยนม้าเลย ม้าเต๊กเลาปรากฏให้โทษแก่ผู้ขี่จริง ๆ คือ ตอนที่บังทองและเล่าปี่แยกย้ายเข้าเมืองเสฉวนไปกันคนละทาง โดยบังทองไปในทางที่แคบ เล่าปี่ไปในทางที่กว้างกว่า ก่อนแยกกันบังทองเกิดพลัดตกม้า เล่าปี่จึงให้สลับม้ากับตน เมื่อเดินทางไปถึงเนินหงส์ร่วง เตียวหยิมทหารของเล่าเจี้ยงดักซุ่มยิงอยู่ด้วยธนูด้วยเจตนาจะสังหารเล่าปี่ แต่ไม่รู้ว่าเล่าปี่หน้าตาเป็นยังไง พอดีมีทหารคนหนึ่งพูดขึ้นว่า เล่าปี่ชอบขี่ม้าสีขาว เมื่อเห็นบังทองขี่ม้าสีขาวมา จึงสั่งให้รุมยิงจนบังทองถึงแก่ความตาย ขอบคุณเนิ้อหาจาก วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ภาพจาก สามก๊กวิกิด็อทคอม

Sunday, September 13, 2020

ม้าเหงื่อโลหิต

    

ม้าเหงื่อโลหิตจากเว็บบ้านจอมยุทธ
ม้าเหงื่อโลหิตจากเว็บบ้านจอมยุทธ

      ม้าเซ็กเธาว์ในสามก็กขึ้นชื่อว่าเป็นยอดม้า ผู้ครอบครองคนแรกคือตั๋งโต๊ะ ต่อมาได้มอบให้กับลิโป้ลูกบุญธรรม เมื่อลิโป้ตายได้ตกมาอยู่กับโจโฉ ต่อมาโจโฉได้มอบให้กับกวนอู ม้าเซ็กเธาว์มีสีแดงเพลิง สูงแปดฟุต ยาวสิบฟุต สามารถวิ่งได้วันละกว่าพันลี้ต่อวัน (520 ก.ม.) ซึ่งสันนิษฐานกันว่าม้าเซ็กเธาว์เป็นมาสายพันธุ์ Akhal-Teke หรือม้าเหงื่อโลหิตต้าหยวน จากเมือง Ferghana ประเทศอุซเบกิสถาน

     ม้าเหงื่อโลหิตเป็นม้าสายพันธุ์หนึ่ง ตามตำนานกล่าวกันว่าม้าพันธุ์ดังกล่าวเมื่อออกวิ่งตรงแผงคอจะมีเหงื่อไหลออกมาเป็นสีแดงสดคล้ายเลือด ในสมัยจักรพรรดิ์ฮั่นอู่ตี้เคยส่งทหารไปยังซีอี๋ว์เพื่อเสาะแสวงหาม้าเหงื่อโลหิตนี้ และยังมีเรื่องเล่าว่าม้าสายพันธุ์นี้เคยเป็นพาหนะของเจงกิสข่านด้วย

     ปัจจุบันประเทศเติร์กเมนิสถานซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของม้าชนิดนี้มีม้าชนิดนี้ประมาณ 2000 ตัว และ มีในต่างประเทศอีกประมาณ 1000 ตัว ในปี 2002 และ  2006 ประธานาธิบดีซาพามูรัท นียาโจฟแห่งเติร์กเมนิสถาน เคยมอบม้าเหงื่อโลหิตให้กับรัฐบาลจีนจำนวน 2 ตัวรวมกับตอนนี้ได้มีการนำเข้ามาอีก 3 ตัวทำให้ปัจจุบันจีนมีม้าสายพันธุ์นี้จำนวน 5 ตัว (ข้อมูลเมื่อปี 50)

     นักวิชาการสมาคมธุรกิจเพาะพันธุ์ม้าของจีน กล่าวว่า ม้าเหงื่อโลหิตมีแหล่งกำเนิดที่เขตโอเอซิสประเทศเติร์กเมนิสถาน ผ่านการเพาะเลี้ยงมานานนับ 3000 ปี จนกลายเป็นม้าสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่ง ม้าเหงื่อโลหิตมีฝีเท้าเร็ว ความอดทนสูง มักจะใช้เป็นพาหนะในการเดินทางระยะไกล และใช้ในพิธีการเดินสวนสนาม ปัจจุบันมีราคาสูงถึงตัวละ 10 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ

     ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เหงื่อของม้าพันธุ์นี้เป็นสีแดงเนื่องจากปรสิตที่เกาะที่ผิวหนังทำให้เหงื่อของม้ามีเลือดเจือปน


เรียบเรียงโดย krisda paleeriam


อ้างอิง ข้อมูลจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี เว็บบ้านจอมยุทธ และผู้จัดการออนไลน์ ขอขอบคุณมา ณ. ที่นี้

     

     

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

  สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท   พระนามเดิม   บุญมา   เป็นพระอนุชาธิราชร่วมพระราชชนก และพระราชชนนีกับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมห...