Sunday, December 27, 2020

เขาทราย แกแล็คซี่

เขาทราย แกแล็คซี่ มีชื่อจริงว่า สุระ แสนคำ เป็นอดีตนักมวยแชมป์โลกชาวไทย เป็นแชมป์โลกคนที่ 9 ของไทย และเป็นแชมป์โลกคนที่ 4 ของรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท (115 ปอนด์) ของ สมาคมมวยโลก (WBA) ทั้งนี้ ในช่วงที่เขาทรายครองตำแหน่งแชมป์โลกของ สมาคมมวยโลก (WBA) จะเรียกพิกัด 115 ปอนด์ว่า จูเนียร์แบนตั้มเวท เขาทรายครองตำแหน่งแชมป์โลกตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เขาทรายป้องกันตำแหน่งได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน มีสถิติป้องกันตำแหน่งโดยชนะน็อก 16 ครั้ง ชนะคะแนนเพียง 3 ครั้ง และได้ประกาศแขวนนวมในฐานะแชมป์โลกผู้ไม่เคยแพ้ใคร ตลอดระยะเวลาที่ครองตำแหน่ง 2,628 วัน หรือ 7 ปี 2 เดือน 30 วัน เป็นมวยถนัดซ้าย (Southpaw) ได้รับฉายาในไทยว่า ซ้ายทะลวงไส้ และสื่อต่างประเทศตั้งฉายาว่า The Thai Tyson นอกจากนี้แล้ว เขาทรายยังมีพี่ชายฝาแฝด ซึ่งเป็น อดีตแชมป์โลกเช่นเดียวกันคือ เขาค้อ แกแล็คซี่ อดีตแชมป์โลกรุ่นแบนตั้มเวท WBA โดยมีระยะเวลาที่เป็นแชมป์โลกคู่กัน ซึ่งทำให้นับเป็นแชมป์โลกคู่แฝดรายแรกของโลกอีกด้วย ในการที่เขาทรายสามารถป้องกันตำแหน่งได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน นับเป็นสถิติโลกสูงสุดในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทหรือจูเนียร์แบนตั้มเวท (115 ปอนด์) จนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2542 เขาทรายได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเข้าสู่หอเกียรติยศ International Boxing Hall of Fame ประเภท Modern จากการพิจารณาของ Boxing Writers Association of America (BWAA) และนักประวัติศาสตร์มวยโลก โดยได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศนักมวยโลก ณ เมืองคานาสโตตา รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2554 ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติเข้าสู่หอเกียรติคุณ Hall of Fame ของ สมาคมมวยโลก (WBA) ในงานประกาศเกียรติยศ "ดับเบิลยูบีเอ อวอร์ดส์" และให้เป็นนักมวยที่สมาคมมวยโลกยกย่องให้เป็นแชมป์โลกตลอดกาลในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท ที่ กรุงปานามา ซิตี ประเทศปานามา นอกจากนี้ สื่อมวลชนและคอลัมนิสต์ของวงการมวยสากลอาชีพของโลกได้ให้การยอมรับและยกย่อง "เขาทราย แกแล็คซี่" ว่าเป็นหนึ่งในตำนานนักมวยที่ยิ่งใหญ่ของโลก เขาทรายมีสถิติการชก 50 ครั้ง ชนะ 49 ครั้ง โดยชนะน็อกถึง 43 ครั้ง คิดเป็นสถิติชนะด้วยการน็อกเอาท์ถึง ร้อยละ 87.75 และเคยแพ้คะแนนเพียงครั้งเดียว การชนะน็อกถึง 43 ครั้ง ยังนับเป็นสถิติโลกสูงสุด ในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทหรือจูเนียร์แบนตั้มเวท จนถึงปัจจุบันอีกด้วย ข้อมูลจากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ภาพจากผู้จัดการ

Friday, December 4, 2020

ยอดม้าอาชา ในเรื่อง สามก๊ก

เมื่อพูดถึงยอดม้าอาชา ในเรื่องสามก๊ก เรามักจะนึกถึงม้าเซ็กเธาว์ ที่เป็นม้าศึกประจำตัวของลิโป้ และเป็นที่มาของคำว่า "ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์" แต่จริงแล้วในเรื่องสามก๊กนั้นมีม้าเด่น ๆ อีกหลายตัว เพียงแต่ไร้นามเท่านั้น วันนี้สามก๊กวิทยา จึงขอนำเสนอเรื่องราวของยอดม้า ยอดอาชา ในเรื่องสามก๊ก โดยนำชื่อม้าและรูปภาพมาจากเกมส์ ROTK XI (Romance of the Three Kingdoms 11) ซึ่งเป็นเกมส์สามก๊กที่อิงประวัติศาสตร์และพอจะใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้บ้าง เราลองมาดูกันครับ 1. Red Hare : ม้าเซ็กเธาว์ (กระต่ายแดง) ม้าเซ็กเธาว์ เป็นยอดม้าที่วิ่งได้วันละหมื่นเส้น ขึ้นเขาแลข้ามน้ำก็เหมือนกับเดินที่ราบ ขนแดงดังถ่านเพลิงทั่วทั้งตัวมิได้มีสีใดแกม สูงสี่ศอกเศษ ลักษณะเป็นม้าศึก เข้มแข็งกล้าหาญ เดิมทีเป็นม้าของตั๋งโต๊ะ แต่มอบให้ลิโป้เพื่อซื้อตัว ต่อมาเมื่อลิโป้ถูกโจโฉประหาร โจโฉจึงมอบให้กวนอู เพื่อซื้อใจ 2. Hex Mark : ม้าเต๊กเลา ม้าเต๊กเลา ในหนังสือภาษาอังกฤษเรียก Dilu ไม่ใช่ Hex Mark อย่างในเกมส์ เต๊กเลาเป็นม้าต้องคำสาปที่เชื่อกันว่าจะนำโชคร้ายมาให้เจ้าของ มันมีฝีเท้ารวดเร็ว แต่ลักษณะร้ายคือ ที่ริมจักษุทั้งสองข้างนั้นเป็นร่องน้ำตา ที่ขวัญนั้นมีขนร้ายแซมอยู่ จึงนำโชคร้ายมาให้เจ้าของ มีชื่อเสียงรองจากเซ็กเธาว์เพราะพาเล่าปี่ เจ้าของที่เชื่อใจมัน ทะยานข้ามแม่น้ำตันเขกว้างสิบวา เอาชีวิตรอดจากชัวมอได้สำเร็จ โดยก่อนข้ามน้ำเล่าปี่ได้ร้องขึ้นว่า "วันนี้เต๊กเลามึงจะผลาญเจ้าของเสียแล้วหรือ" เป็นประโยคเด็ด 3. Shadow Runner : ม้าเงาทะยาน ม้าเงาทะยาน เป็นม้าสายพันธ์เปอร์เซียตัวโปรดของโจโฉ ที่เรียกเงาทะยานเพราะตอนที่มันวิ่งตะบึงอยู่ จะมองเงาของมันไม่ทันเห็น โจโฉได้ม้าตัวนี้ช่วยให้รอดจากการโจมตีของเตียวสิ้วที่เมืองอ้วนเซีย เพราะโจโฉหยามเกียรติได้นางเจ๋าซือ อาสะใภ้ของเตียวสิ้วเป็นภรรยา ส่วนสรรพคุณของเจ้าเงาทะยานนั้นในหนังสือสามก๊กบรรยายว่า "ม้าซึ่งโจโฉขี่นั้นมีกำลังเป็นอันมาก ถูกเกาทัณฑ์สามดอกมิได้ล้ม โจโฉขับม้าหนีไปถึงแม่น้ำหยกซุยแต่ผู้เดียว ทหารเตียวสิ้วจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงระดมไปถูกจักษุม้าล้มลงตาย" 4. Gray Lightning : ม้าเทาอัศนี ม้าเทาอัศนี เป็นม้าที่โจโฉใช้เมื่อครั้งโจโฉคิดกำเริบเอิบเอื้อมต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ โดยเชิญเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ โจโฉเลือกม้าที่สง่างามที่สุดตัวนี้ แล้วทำตัวเป็นเจ้าขี่ม้าเคียงม้าพระที่นั่ง แล้วขอพระแสงเกาทัณฑ์มายิงกวาง ทำทีเยี่ยงกษัตริย์ ซึ่งภาพเหตุการณ์นี้เป็นที่น่าสลดใจต่อผู้อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งนัก โดยเฉพาะกวนอูที่กำง้าวนิลนาคะไว้แน่น และกำลังจะควบม้าไปบั่นคอโจโฉ แต่เล่าปี่ห้ามไว้ก่อน ปล. ชื่อม้าเงาทะยาน และเทาอัศนี เป็นชื่อที่แปลตามภาษาอังกฤษ ที่มาเว็บสามก๊ก911ด็อทคอม

Wednesday, December 2, 2020

ม้าเต๊กเลาของเล่าปี่

เต๊กเลา (อังกฤษ: De Lao; จีน: 的盧) เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เรื่องสามก๊ก เต๊กเลาไม่ใช่ชื่อของม้า แต่เป็นลักษณะม้าอีกประเภทหนึ่งในสามก๊ก เต๊กเลาเป็นม้ามีขนสีขาวทั้งตัว จัดเป็นยอดอาชาไนยอีกตัว แต่จะให้โทษแก่เจ้าของ เนื่องจากมีร่องน้ำตาใต้ตา เต็กเลาเดิมเป็นม้าของเตียวบู หัวหน้ากบฏผู้หนึ่ง เมื่อเตียวบูถูกจูล่งฆ่าตาย ได้จูงเต๊กเลามาให้เล่าปี่ เล่าปี่เห็นเป็นม้าที่ดีจึงยกให้เล่าเปียว แต่เก๊งอวดที่ปรึกษาของเล่าเปียวเห็นว่ามีลักษณะให้โทษแก่เจ้าของจึงบอกโบ้ยคืนให้กับเล่าปี่ ม้าเต๊กเลา แม้เป็นม้าที่ให้โทษก็จริง แต่ก็เคยพาเล่าปี่กระโดดข้ามแม่น้ำตันเข หนีการตามล่าของชัวมอและเตียวอุ๋นจากเมืองเกงจิ๋ว ได้อย่างปาฏิหาริย์ จนกระทั่งได้พบกับสุมาเต๊กโช เมื่อลาจากสุมาเต๊กโชไปแล้ว เล่าปี่และจูล่งได้พบกับชีซีที่ปลอมชื่อปลอมตัวเป็นตันฮก ตันฮกแกล้งแหย่เพื่อลองใจเล่าปี่ว่า ม้าตัวนี้มีลักษณะให้โทษแก่เจ้าของ วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่ชอบใครก็ยกม้าตัวให้แก่ผู้นั้น แต่เล่าปี่ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ ตันฮกจึงได้รับรู้ถึงคุณธรรมของเล่าปี่อย่างแท้จริง และเล่าปี่ก็ไม่เคยเปลี่ยนม้าเลย ม้าเต๊กเลาปรากฏให้โทษแก่ผู้ขี่จริง ๆ คือ ตอนที่บังทองและเล่าปี่แยกย้ายเข้าเมืองเสฉวนไปกันคนละทาง โดยบังทองไปในทางที่แคบ เล่าปี่ไปในทางที่กว้างกว่า ก่อนแยกกันบังทองเกิดพลัดตกม้า เล่าปี่จึงให้สลับม้ากับตน เมื่อเดินทางไปถึงเนินหงส์ร่วง เตียวหยิมทหารของเล่าเจี้ยงดักซุ่มยิงอยู่ด้วยธนูด้วยเจตนาจะสังหารเล่าปี่ แต่ไม่รู้ว่าเล่าปี่หน้าตาเป็นยังไง พอดีมีทหารคนหนึ่งพูดขึ้นว่า เล่าปี่ชอบขี่ม้าสีขาว เมื่อเห็นบังทองขี่ม้าสีขาวมา จึงสั่งให้รุมยิงจนบังทองถึงแก่ความตาย ขอบคุณเนิ้อหาจาก วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี ภาพจาก สามก๊กวิกิด็อทคอม

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

  สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท   พระนามเดิม   บุญมา   เป็นพระอนุชาธิราชร่วมพระราชชนก และพระราชชนนีกับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมห...